วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

ข้าวแห้ง

      ต่อจากเรื่องที่แล้ว ที่ค้างไว้นะคะ เขาว่ากันว่าคนบางคนมีมากจนมองไม่เห็นว่าของเล็กๆ น้อยๆ บางทีมันก็มีคุณค่ามากทีเดียว แม่ชีคนหนึ่งในสมณรามของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ท่านเล่าให้ฟังว่า... (เขาพูดภาษาไต้หวันฟังไม่ออกหรอก) ไกค์เขาแปลมาอีกทีค่ะ
       เรื่องมีอยู่ว่า "มีเศรษฐีท่านหนึ่ง รับประทานอาหารเหลือทุกวันๆ แต่ท่านก็ยังใจดี แบ่งข้าวที่เหลือมาให้ที่วัดทุกวันๆ เหล่าแม่ชีทั้งหลายมีอาหารรับประทานเองอยู่แล้วโดยการทำงานเลี้ยงชีพ ปลูกข้าวเอง ปลูกผักเอง และทำงานหาเงินเองเพื่อใช้ในการเลี้ยงชีพ ที่สมณรามแห่งนี้ไม่รับถวายปัจจัยใดๆ แต่รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย ส่วนข้าวที่ท่านเศรษฐีแบ่งมาให้ เหล่าแม่ชีทั้งหลายท่านก็นำไปตากแห้งไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ช่วยเหลือผูู้อื่น แต่แล้ววันหนึ่งที่บ้านท่านเศรษฐีเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปในพริบตา ท่านเศรษฐีกลายเป็นผู้ประสบภัยซะเอง ไม่มีกระทั่งอาหารประทังชีวิต ท่านเข้ามาอาศัยเพิ่งใบบุญจากสมณราม เหล่าแม่ชีก็นำอาหารมาให้ท่านรับประทาน แม่ชีบอกกับท่านว่านี่เป็นข้าวของท่านเองที่ท่านบริจาคมาให้กับทางวัดทุกวันๆ เราไม่ได้ทิ้งขว้างไปไหนแม้แต่เมล็ดเดียว หากแต่เก็บมาตากแห้งไว้เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย ท่านเศรษฐีซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก พราก พราก" หลังจากนั้นท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนก็คิดค้นสูตรและเสริมคุณค่าทางอาหารเข้าไปแล้วทำผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาอันนี้ก็คือ "ข้าวแห้ง" นั่นเอง ท่านทำขึ้นมาเพื่อบริจาคช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย บางส่วนก็ขาย เงินที่ขายได้ก็บริจาคช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัยอีกนั่นแหละ 
      เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า รับประทานข้าวให้หมดทุกเมล็ดเลยนะ อย่าเหลือทิ้งขว้างหากว่าเราไม่ได้เก็บมาใช้ประโยชน์อะไร ข้าวแต่ละเมล็ดที่เราล้างทิ้งไปหากเก็บมารวมกันแล้ว คงกลายเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ ได้เลย ลองคิดตามดูว่า สมมติเราเหลือสัก 10 เมล็ด ถ้าบ้านเรามีสามคนรวม 30 เมล็ด ถ้าหมู่บ้านหนึ่งมี 100 หลังคาเรือน ทิ้งเรือนละ 30 เมล็ด ทุกวันทุกวัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน หรือ 1 ปี จะเกิดอะไรขึ้น ...???? ครั้งหนึ่งชาวฉือจี้เคยมาช่วยเหลือคนไทยผู้ยากไร้ที่ภาคเหนือ เขาบอกว่าเวลาที่ชาวฉือจี้ไปช่วยเหลือที่ใด ก็จะถือโอกาสสอนผู้ยากไร้หรือผู้ประสบภัยเหล่านั้นด้วย เขานำข้าวสารมาให้ชาวเขาและสอนด้วยว่าทุกครั้งที่หุงข้าวกิน ให้นึกถึงว่าข้าวนี้มีคนให้มา ต้องไม่กินทิ้งขว้าง ยังมีคนอีกมากมายที่ยังต้องอดข้าว ปรากฏว่าชาวเขาคนนี้ก่อนที่จะหุงข้าวทุกๆ มื้อ เขาจะตวงข้าวมาหนึ่งถ้วย แล้วเอามือกำข้าวสารขึ้นมาก่อนหนึ่งกำใส่ไว้ในโอ่งเปล่าใบหนึ่ง ทำแบบนี้ทุกวันๆ ในที่สุด ชาวเขาผู้ยากไร้คนนี้ก็สามารถที่จะมีข้าวเต็มโอ่งนำไปบริจาคต่อให้กับผู้ยากไร้และผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ได้ คนเราควรรับประทานแต่พอดี สัก 80% ก็พอ ไม่ต้องให้อิ่มมาก ถ้าอิ่มมากก็มีปัญหาอ้วนอีก โรคภัยต่างๆ ก็จะตามมา 

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

แก้วน้ำส่วนตัว

        เมื่อตอนวันหยุดช่วงปีใหม่ มีโอกาสได้ไปเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่และค้นหาแนวคิดดีๆ จาก"ฉือจี้ ชุมชนคนทำดี" ในไต้หวัน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ามากระทบใจ อยากจะบันทึกไว้ในความทรงจำ ..
        สิ่งแรกที่ได้รับเมื่อก้าวไปถึงก็คือ "แก้วน้ำพลาสติก" พร้อมกับชาอุ่นๆ พอได้จิบชาปรับสภาพร่างกายให้อุ่นขึ้นแล้ว ก็มีเรื่องเล่าของแก้วน้ำส่วนตัว ขอบอกว่าส่วนตัวมากๆ ไกค์ที่น่ารักบอกว่าให้นำแก้วน้ำใบนี้ติดตัวตลอดเวลา ชนิดที่ว่า ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงห้วยที่ไหนก็ต้องไม่ลืมเด็ดขาด เป็นภาระที่ทำให้เราต้องขมวดคิ้วไปพักหนึ่ง แต่แล้วทุกคนก็ต้องร้องว่า อ๋อออออ....ไปตามๆ กัน...
         "ถ้าทุกคนพกแก้วน้ำส่วนตัวไปทุกที่ โลกก็จะลดขยะไปได้อย่างมากที่เดียว ขอใช้คำว่า"มหาศาล"ก็แล้วกันน่าจะเหมาะกว่า พวกแก้วพลาสติกบางๆ ที่วางเรียงแถวอยู่ในร้านค้าก็ไม่ต้องถูกนำมาใช้ ซึ่งทุกคนนำมันไปใช้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่กีนาทีก็บีบทิ้ง หารู้ไม่ว่ามันได้มาอย่างไร เริ่มจากตรงไหน ส่วนนี้คงไม่ต้องสาธยาย ทรัพยากรและพลังงานที่ถูกนำไปใช้ในการผลิตสิ่งของเหล่านั้นก็ได้หยุดพัก ได้นำไปผลิตของอย่างอื่นที่ใช้ได้ถาวรและไม่เป็นขยะ หรือถ้าเป็นแก้วแบบใช้ได้ถาวรตามร้านอาหารก็เหมือนกัน การใช้แก้วส่วนตัวก็ยังดีกว่าอีกนั่นแหละ ล้างครั้งเดียวเราใช้ได้ทั้งวัน ไม่ต้องระแวงเรื่องเชื้อโรคด้วย เพราะเราใช้ส่วนตัวคนเดียว แล้วถ้าใช้แก้วน้ำของร้านอาหาร เขาก็ต้องเอาไปล้างและในการล้างแต่ละครั้งก็สิ้นเปลืองน้ำไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ทรัพยากรของโลกทั้งนั้น เราต้องช่วยกันประหยัดน้ำไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็นมากจริงๆ อนาคตข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่เร็วหรือช้าแค่ไหนที่ลูกหลานของเราจะต้องอยู่กันอย่างขาดแคลนน้ำ อะไรที่ช่วยกันได้เราก็ต้องช่วยกัน ประมาณนี้ค่ะ.."
       ไม่ว่าจะลงไปรับประทานอาหารที่ไหน พวกเราก็จะถือแก้วน้ำใบนี้ไปด้วยทุกครั้ง ดื่มหมดก็เติม ดื่มหมดก็เติม ก็ดีนะ ไม่ต้องล้างเลยทั้งวัน ไม่สิ้นเปลืองจริงๆ ทั้งน้ำ ทั้งแรง ..ส่วนตั๊ว ส่วนตัว.. ไม่ต้องกลัวโรคภัยเบียดเบียน ลดความเครียดลงไปได้อีกต่างหาก ที่สำคัญได้ฝึกความรับผิดชอบด้วย เรื่องนี้ที่โรงเรียนเราก็ทำนะ ให้เด็กๆ รับผิดชอบเอาขวดน้ำส่วนตัวมาทุกวัน เด็กๆ จะรู้และจะเข้าใจไหมนะว่าพวกเขาได้กลายเป็น "ซุปเปอร์ฮีโร่พิทักษ์โลก" ไปแล้ว 
      แถมอีกนิดค่ะ ทุกคนก็ทำได้ เวลาไปไหนมาไหนพกเจ้าแก้วน้ำส่วนตัวไปด้วย บางคนใช้วิธีแวะซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ น้ำหนึ่งขวดก็ใช่ว่าจะดื่มหมด ถือไปมาสักพักก็ขี้เกียจถือ มองซ้ายมองขวา..ทิ้งเลย อ๊ะ!..เพิ่มขยะอีกแล้ว แถมยังทิ้งน้ำดื่มอีก วันข้างหน้าถ้าไม่มีดื่มขึ้นมาน้ำตาจะไหลพรากกก..........ก เหมือนดังเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของแม่ชีจากสมณรามของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน เรื่อง ของข้าวแห้ง..แล้วค่อยเล่าต่อค่ะ 

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ

มีโอกาสได้มารู้จักกับครูเรฟ เอสควิท ผ่านทางหนังสือ
"ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ" 
การจัดการกับห้องเรียนของครูเรฟเผยให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย ไม่ใช่แต่เฉพาะวิธีการของครูเรฟเท่านั้นที่สอนเรา การที่ครูเรฟทำแบบนั้น ทำให้เราอยากจะทำแบบนี้ เราเรียกว่าการเทียบเคียงวิธีการ ขอบคุณครูเรฟที่เป็นครูของพวกเรา ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่เป็นแนวทางให้เราได้คิด ดีใจที่อ่านแล้วรู้สึกจรรโลงใจ เห็นว่าอะไรเป็นอะไร และคนเป็นครูควรจะเดินทางต่ออย่างไร สิ่งที่ครูเรฟเล่าให้ฟังในหนังสือเล่มนี้ จุดมุ่งหมายไม่ใช่การนำไปเล่าต่อให้คนอื่นฟังได้ 
แต่..สิ่งสำคัญคือการเข้าใจ ต่อยอด เทียบเคียง และการเริ่มต้นทำให้เด็กๆ เห็นว่า คุณไม่ใช่ครูโง่ๆ ที่ทำร้ายจิตใจและร่างกายของเด็ก เด็กๆ ทุกคนพร้อมที่จะรักครูของเขา แล้วครูของเขาหล่ะพร้อมไหมที่จะรักเด็กๆ อย่างจริงใจ
....มีอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจมาก คือ ตอนที่ครูเรฟกำลังสอนวิชาเคมี มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจุดไส้ตะเกียงไม่ติด เพื่อนๆ ทุกคนอยากเดินหน้าทำโครงงานต่อ แต่ครูเรฟบอกให้ทุกคนรอ "เราจะไม่ทิ้งเธอ" คำๆ นี้มีความหมายมาก ครูวิเชียรเคยพูดไว้อย่างสวยหรูว่า "เราจะไม่ทิ้งให้เด็กล้มเหลวแม้แต่เพียงคนเดียว" ตอนแรกคิดว่าแค่เรื่องเรียนอย่างเดียว 
...ใจพลันนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่ใส่รองเท้าไม่เคยเสร็จทันเพื่อนสักที ทุกคนต้องเดินไปก่อนทุกครั้ง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าครูวิเชียรคิดอะไร ครูเรฟคิดอะไร แล้วเราคิดอะไร หลังจากนั้นเป็นต้นมาเราจะรอเขาเสมอ ช่วยเหลือเขา ดูแลเขา "เราจะไม่ทิ้งเขา"
เราเดินทางเข้ามาใกล้ครูเรฟมากขึ้นทุกทีแล้ว แบบนี้แหละใช่เลย ^___^

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พัฒนาการเด็กอนุบาล



เด็กอายุ ๓  ปี
พัฒนาการด้านร่างกาย
๑. กระโดดขึ้นลงอยู่กับที่ได้
๒. รับลูกบอลด้วยมือและลําตัว
๓. เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้
๔. เขียนรูปวงกลมตามแบบได้
๕. ใชกรรไกรมือเดียวได้
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
๑. แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก
๒. ชอบที่จะทําให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คําชม
๓. กลัวการพลัดพรากจากผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดน้อยลง
พัฒนาการด้านสังคม
๑. รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง
๒. ชอบเล่นแบบคู่ขนาน (เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น)
๓. เล่นสมมติได้
๔. รู้จักรอคอย
พัฒนาการด้านสติปัญญา
๑. สํารวจสิ่งต่างๆที่เหมือนกันและต่างกันได้
๒. บอกชื่อของตนเองได้
๓. ขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา
๔. สนทนาโต้ตอบ/เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นได้
๕. สนใจนิทานและเรื่องราวต่างๆ
๖. ร้องเพลงท่องคํากลอนคําคล้องจองง่ายๆและแสดงท่าทางเลียนแบบได้
๗. รู้จักใช้คําถาม อะไร
๘. สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่ายๆ
๙. อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว

เด็กอายุ ๔ ปี
พัฒนาการด้านร่างกาย
๑. กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้
๒. รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง
๓. เดินขึ้น ลงบันไดสลับเท้าได้
๔. เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้
๕. ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้
๖. กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่เฉย
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
๑. แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์
๒. เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น
๓. ชอบท้าทายผู้ใหญ่
๔. ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ
พัฒนาการด้านสังคม
๑. แต่งตัวได้ด้วยตนเอง ไปห้องส้วมได้เอง
๒. เล่นร่วมกับคนอื่นได้
๓. รอคอยตามลำดับก่อน-หลัง
๔. แบ่งของให้คนอื่น
๕. เก็บของเล่นเข้าที่ได้
พัฒนาการด้านสติปัญญา
๑. จำแนกสิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้
๒. บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได้
๓. พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ
๔. สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง
๕. สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
๖. รู้จักใช้คำถาม "ทำไม"

เด็กอายุ ๕ ปี
พัฒนาการด้านร่างกาย
๑. กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้
๒. รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสอง
๓. เดินขึ้น ลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว
๔. เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้
๕. ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่กำหนด
๖. ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่น ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ
๗. ยืดตัว คล่องแคล่ว
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
๑. แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
๒. ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น
๓. ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง
พัฒนาการด้านสังคม
๑. ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง
๒. เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับผู้อื่นได้
๓. พบผู้ใหญ่ รู้จักไหว้ ทำความเคารพ
๔. รู้จักขอบคุณ เมื่อรับของจากผู้ใหญ่
๕. รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย
พัฒนาการด้านสติปัญญา
๑. บอกความแตกต่างของกลิ่น สี เสียง รส รูปร่าง จำแนก และจัดหมวดหมู่สิ่งของได้
๒. บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองได้
๓. พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
๔. สนทนาโต้ตอบ / เล่าเป็นเรื่องราวได้
๕. สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่
๖. รู้จักใช้คำถาม "ทำไม" "อย่างไร"
๗. เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
๘. นับปากเปล่าได้ถึง ๒๐ 

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

เข้าใจหรือเปล่าอีกครั้ง


ทำอย่างไรถึงจะสร้างครูได้???
เหตุผลที่ต้องสร้างครู เพราะว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เริ่มที่ครู
เพราะฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ของครูจึงสำคัญมาก
เราต้องตั้งโจทย์กับตัวเองเสมอ มองให้เห็นตัวเอง เรียนรู้ เข้าใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
หากเราไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ตนเองได้ ความรู้ที่หามาได้ก็ไร้ประโยชน์

บางห้วงขณะ เราบอกตัวเองได้ว่า ....
บางอย่างทำได้และบางอย่างทำไม่ได้ เรามีศักยภาพมากพอที่จะสอบสวนตัวเอง
ทำได้..เพราะอะไร  ถอดความรู้นั้นออกมา หมั่นทบทวนตัวเองสม่ำเสมอ อย่ามัวคอยแต่ให้คนอื่นมาถอดให้ มองตัวเองให้ชัด แล้วจะจัดการกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร? และก้าวออกจากกรอบที่ครอบตัวเองให้ได้ แยกอารมณ์และตัวตนออกจากกัน
สอบอารมณ์ ทบทวน สร้างความเข้มแข็งภายใน
ความมั่นคงทางอารมณ์สำคัญมาก คนเป็นครู เป็นพ่อแม่ ต้องชัดเจนและแข็งแรงพอ

การสร้างสังคมแห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ควรเริ่มจากจุดเล็กๆ คือตัวเรา ก้าวต่อไปยังสังคมเล็กๆ ในครอบครัว เป้าหมายสุดท้ายที่เราอยากเห็น คือ ความเป็นสังคมที่ดี มีความหลากหลาย ทบทวนตัวเอง ปฏิสัมพันธ์อย่างสันติ ในความหลากหลายทางสังคม มีทั้งความสำเร็จ มีทั้งความล้มเหลว
อยากให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งสองด้าน แต่นั่น..ไม่ได้หมายความว่า ให้คุณล้มเหลวได้ตลอดไป คงไม่มีใครนอนรอคอยความล้มเหลวเพื่อแสดงตนว่าฉันมีความหลากหลาย

ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความคาดหวัง พ่อแม่คาดหวังกับลูกเสมอ
เพราะเขาคือตัวแทนของลมหายใจ เจ็บปวดทุกครั้งที่ไม่ได้ดั่งใจ
...หากเราเข้าใจว่า
ลมหายใจนี้..วันหนึ่งก็ต้องจากอ้อมอกไป
เราเลือกได้ค่ะว่าจะปล่อยให้เขาเผชิญและก้าวผ่านสิ่งต่างๆ ไป เพื่อจะยืนอยู่ในโลกอนาคตได้อย่างมั่นคงด้วยขาของเขาเอง หรือจะให้เขายืนเหยียบเท้าเราไว้เช่นนั้น จนกว่า....

ลองมองย้อนมาที่ตนเอง บุคคลต้นแบบต้องสร้างตนเองให้ชัด
ไม่ว่าคุณจะได้รับเลือกเป็นต้นแบบหรือไม่ คุณก็ต้องสร้างตนเองให้ได้
คนทุกคนล้วนมีความสำคัญ แล้วคุณจะปล่อยให้ตนเองล้มเหลวอย่างนั้นหรือ
เรียนรู้ที่จะก้าวผ่านมันไปให้ได้

หากเปรียบความสมบูรณ์ของสังคมมนุษย์เป็นดั่งป่า มีทั้งกาฝากและไม้ใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องหยุดอยู่ที่ความเป็นกาฝาก เพราะมีไม้ใหญ่ให้ร่มเงาอยู่แล้ว คุณจะปล่อยให้ตัวเองเป็นเช่นนั้นหรือ
แล้วกระบวนการพัฒนาจะมีความหมายอะไร

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

เข้าใจหรือเปล่า

ในความเป็นครู....เราจะประเมินตนเองอย่างไร???? และเด็กจะประเมินตนเองอย่างไร????


            ขั้นตอนแรก...เราต้องสำรวจตัวเอง มีอะไรบ้างที่เราผิดพลาดไปจากการตัดสินใจของเราเอง สิ่งนั้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไร สิ่งเหล่านี้จะซึมลงไปสู่เด็กๆ ถ้าเด็กๆ ทำแบบเดียวกันนี้ เรียนรู้ที่มองหาให้เจอว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง ผลเป็นอย่างไร ในที่สุดเด็กๆ ก็จะตัดสินเองได้ ว่าพอใจหรือไม่อย่างไร และจะพัฒนาต่ออย่างไร มีอะไรขาดหรือเกินไปเท่าไหร่ จะตัดหรือเติมต่อแบบไหน?? 
            ขั้นตอนต่อมา...ต้องสร้างสรรค์ แต่จะสร้างสรรค์อย่างไร?? สร้างสรรค์คือความแปลกแต่ความแปลกนี้ต้องสนองตอบกับตัวความรู้ ซึ่งจะเชื่อมไปถึงความเข้าใจ 
             ขั้นตอนที่สาม...ขั้นตอนของการเรียนรู้ สำคัญคือรู้อะไร และทำอะไรเป็นบ้าง ครูต้องตั้งคำถามให้เด็กๆ ได้สำรวจตัวเองอยู่เสมอๆ ใช้คำถามซ้อนคำถามไปเรื่อยๆ 
             ขั้นตอนที่สี่...มุ่งสู่ความเข้าใจ มีอะไรหล่ะที่เป็นหลักฐานแสดงว่าเข้าใจ มีการนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง 
             ขั้นตอนสุดท้าย...ที่เราอยากให้เกิดคือ การแบ่งปัน ทำอย่างไรที่เด็กจะไม่นำความรู้ที่มีนั้นไปเอาเปรียบคนอื่น เรียนรู้ที่จะพึ่งพากัน ยอมรับในความหลากหลาย แลกเปลี่ยนและคงความเป็นตัวตนของตนเองอยู่ได้ อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
             ทั้งหลายเหล่านี้ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเสมอ และอย่าพยายามที่จะทำให้เด็กเป็นเหมือนกับเรา 

<<จงทำงานเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง....ถ้าครูมีความสุุข เด็กๆ ก็จะรับความสุขจากพลังในตัวครู>>

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ฉันคือ..ใบไม้..ใบหนึ่ง


ห้วงเวลาชีวิตหนึ่งของเรา ก็เหมือนใบไม้ที่กำลังร่วงหล่น สายลม แผ่วเบา  ท่ามกลางแสงแดดทอประกาย  ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่  ใบไม้ค่อยๆ ร่วงหล่น..ตามแรงลม  พลันคิดว่า..ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน  เมื่อถึงเวลาอันสมควรใบไม้ก็ล่วงหล่นจากต้น  ไม่ต่างกับคน มีพบย่อมมีจากเป็นธรรมดา  อาการของคนหมดใจ  คงมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันจากไป  จิตใจที่ถูกกระทำซ้ำๆ  เจ็บปวดกับเรื่องราวทำร้ายจิตใจ  จะทนได้นานสักเท่าไร  จากเจ็บมากมายค่อยๆ กลายเป็นชาชิน  อย่าแปลกใจกับท่าทีที่เฉยชา  และแววตาที่สิ้นหวัง  อย่าเสียใจ..กับการพลัดพราก  เมื่อถึงเวลา ใบไม้ย่อมร่วงหล่น  แต่ไม่นาน ก็จะมีใบไม้ใบเล็กๆ มาแทนที่  และจะวนเวียนอยู่เช่นนี้เสมอไป ฉันคือ..ใบไม้..ใบหนึ่ง